Skip to content

Lookbook แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ที่ได้ใจลูกค้ามากว่า 10 ปี

Lookbook แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์

It’s Time อยากพาทุกคนมาฟังเรื่องราวนับตั้งแต่วันเริ่มต้นของ Lookbook แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ที่ได้ใจลูกค้ามากว่า 10 ปี

215,000 คือจำนวนคนที่ฟอลโล่อัพแบรนด์นี้ในอินสตาแกรม และยังเติบโตไม่หยุด 135,134 คือจำนวนคนที่กดไลค์แบรนด์นี้ในเฟซบุ๊ก และล่าสุดกับ Lookbook Signature ที่ต่อยอดแบรนด์ออกมาเป็นเสื้อผ้าสำหรับใส่ออกงานของคุณผู้หญิง คุณอิงครัต อุนนกิตติ (อิ๊งค์) และคุณวนิชชา ตรีทิพย์สถิตย์ (จีน)

เริ่มแรกโดย คุณอิ๊งค์ได้เล่าถึงจุดกำเนิดของแบรนด์ว่า เราก็เป็นผู้หญิงทั่วไปที่ชอบช้อปปิ้ง แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีแบรนด์ออนไลน์ เราแทบจะเป็นแบรนด์แรกที่ขายเสื้อผ้าทางเฟซบุ๊ก ตอนนั้นจะมีแค่แบรนด์ห้างแล้วก็เป็นแบรนด์จตุจักรไม่ก็ประตูน้ำมีแค่แบบนั้น เราก็เลยคิดว่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาแล้วทำราคาให้อยู่ตรงกลาง คุณภาพเสื้อผ้าจะดีกว่าที่ประตูน้ำหรือจตุจักรนิดนึงแต่ยังไม่ถึงขนาดขึ้นห้าง ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้ ยังไม่มีคนทำตลาดแบบนี้ ดีไซน์แบบที่เราใช้เอง เพราะที่ขายกันเราไม่เจอแบบที่ถูกใจ บางทีชอบทรง แต่ไม่ชอบแขน ไม่ชอบคอ เลยมาทำเอง

คุณจีนได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นเพื่อน 3 คนที่เรียนมาทางด้านธุรกิจทำด้วยกัน ไม่มีใครเรียนแฟชั่น แต่ความชอบตรงกันในเรื่องของเสื้อผ้า เรื่องการแต่งตัว เลยเอามาต่อยอด ที่เรียนมามันช่วยเราในเรื่องการบริหารจัดการ เพราะเสื้อผ้า LookBook ไม่ใช่แบรนด์ดีไซเนอร์ที่อยู่บนรันเวย์ มันยังมีความเป็นเรดี้ทูแวร์ ใส่ได้ทุกวัน

ทั้งคุณอิ๊งค์และคุณจีนพบความแตกต่างกับตอนที่แค่มองแล้วฝันไว้กับตอนที่ลงมือทำจริง

โดยคุณอิ๊งค์ รู้สึกว่าปัญหาเยอะกว่าที่คิด (หัวเราะ) ตอนแรกเรียนมาทางด้านบัญชีไม่ได้คิดจะมีธุรกิจส่วนตัว ช่วงแรกทำไปพร้อมกัน พอมาถึงจุดหนึ่งตลาดแข่งขันกันสูง เลยรู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ายังเหยียบเรือสองฝั่งแบบนี้คงสู้เขาไม่ได้

ส่วนคุณจีน เคยทำงานบริษัท พอออกมามีความรู้สึกว่าเป้าหมายเรามันชัดเจนขึ้น

เมื่อมีคนพูดว่าแบรนด์ Lookbook เป็นแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอันดับต้น ๆ ทำให้คุณจีน รู้สึกดีใจ ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ครั้งแรกยังใช้การขายในอีเมล สั่ง 1 ตัว 2 ตัว พอเริ่มขายดี ก็เริ่มกำหนดเวลาสั่งจองเริ่มเปลี่ยนแปลง เริ่มพัฒนาช่องทางการขายไปเรื่อย แต่ในเรื่องคอนเซ็ปแบรนด์เราเป็นเหมือนเดิม

ส่วนคุณอิ๊งค์นั้นคิดว่าทางแบรนด์เราเกิดมาพร้อมเฟซบุ๊ก มาก่อนอินสตาแกรม มาก่อนไลน์ ตลอดสิบปีที่ผ่านมามีช่องทางมากมายเพิ่มขึ้น ก็ต้องพัฒนาตลอด

และในช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้วงการแฟชั่นแข่งขันกันดุเดือด ประกอบกับตอนนี้มีวิกฤตการณ์หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น

คุณอิ๊งค์ได้แชร์ประสบการณ์การปรับตัวเอาไว้ว่า คอนเซ็ปของเราคือเสื้อผ้าที่ดีไซน์เอง มีแบรนด์ ราคาจับต้องได้ ในแง่ของโปรดักชั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องถ่ายแบบเราไม่เคยทอดทิ้ง เราจัดใหญ่มาก แล้วคนเห็นการโปรดักชั่นใหญ่ขนาดนี้ เขาจะคาดว่าเสื้อผ้าของเราต้องราคาสองถึงสามพันบาทขึ้นไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเราขายเริ่มต้นแค่เพียงแปดร้อยบาท ซึ่งมันจะสร้างความรู้สึกคุ้มค่าให้กับลูกค้า มันเป็นราคาที่นักศึกษาสมัยนี้สามารถซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน

สถานการณ์ที่เราเจอมันดุเดือดเหลือเกิน โดยเฉพาะกับวงการแฟชั่น แทบจะเรียกได้ว่า 90% หายไปเหลือเพียง 10% เท่านั้นที่อยู่รอด อะไรที่ทำให้ Lookbook เป็นหนึ่งใน 10% ที่อยู่รอด

อย่างแรกเลยคือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เราโฟกัสตลอดเวลา แล้วมันจะแปลงเป็นความใส่ใจที่สื่อไปถึงลูกค้าได้ บางอย่างมันเป็นแค่สิ่งเล็กน้อย แต่เราใส่ใจกับรายละเอียด ยกตัวอย่างเช่นปฏิทินที่เราทำออกมาแค่ที่จะให้เป็นของขวัญลูกค้าแต่มันกลับมีแต่คนอยากได้เยอะ จนมีคนเอามาขายต่อ ทำถุงผ้าแจก ถุงผ้าก็กลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง ยิ่งมันไม่ได้ขาย แต่ทำแจกมีจำนวนจำกัด เขาเลยอยากได้

และคุณจีนได้แชร์กลยุทธ์เพิ่มเติมว่า บางคอลเลคชั่นเราแถมสติ๊กเกอร์ บางคอลเลคชั่นยังไม่ทันออก เราก็ส่งหนังสือพิมพ์ทำเอง ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับคอลเลคชั่นที่ทำไปให้ลูกค้า ซึ่งเราทำเรื่องพวกนี้ก่อนที่จะโปรโมทด้วยซ้ำ ลูกค้าก็จะมีความรู้สึกว่าเราใกล้ชิดกับเขา เป็นคนพิเศษ เขาเห็นคอลเลคชั่นนี้ก่อนที่คนทั่วไปจะเห็น กระตุ้นเขาให้อยากได้ อีกอย่างคือ เราไม่เคยลดคุณภาพ ยิ่งกว่านั้นเราปรับให้คุณภาพสูงมากขึ้นด้วยซ้ำ

คุณจีนยังบอกอีกว่า จริง ๆ แต่แรกก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะมีหน้าร้านหรือขยายหน้าร้านอยู่แล้ว เราอยากจะเป็นแบรนด์ออนไลน์เต็มตัวกว่านี้ ขยายฐานลูกค้ามากขึ้นกว่านี้ ซึ่งมันน่าจะตอบโจทย์ของการไม่ออกไปซื้อของข้างนอกของคนในช่วงนี้

สุดท้ายนี้ ทั้งสองท่านได้ฝากแนะนำคนรุ่นใหม่ที่คิดจะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองขึ้นมา

โดยคุณอิ้งคิดว่า ถ้ามันเป็นสิ่งที่ชอบ ยังไงก็ไปได้ ยิ่งเรามีประสบการณ์ทำมานานเท่าไหร่ มันทำให้เรารู้วิธีในการแก้ไขปัญหามากขึ้น ว่าถ้าเกิดร้านขายสินค้าไม่ได้ เราควรต้องทำอย่างไร เดินหน้าต่ออย่างไร

อีกเรื่องที่คุณจีนอยากเสริมคือการมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เวลามีปัญหาจะได้ปรึกษากัน ถ้าตัวคนเดียวอาจจะมืดแปดด้านไปนานแล้ว ยิ่งถ้ามีพาร์ทเนอร์เชี่ยวชาญในเรื่องต่างกัน ธุรกิจจะยิ่งลงตัว

It’s Time เห็นด้วยว่าจุดเด่นของแบรนด์ Lookbook คือความใส่ใจต่องาน ใส่ใจต่อลูกค้า และสามารถสื่อออกมาให้เห็นได้ในผลงาน ทำให้กลายเป็นออนไลน์แฟชั่นแบรนด์ที่ มีความแข็งแกร่งและมั่นคง

เพื่อนๆและผู้ที่กำลังสนใจเกี่ยวกับแบรนด์สามารถนำคำแนะนำและประสบการณ์ไปปรับใช้ เพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณครั้งนี้ไปด้วยกัน และ It’s Time ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนเลยนะคะ